
![]() |
หลายๆ คนคงเคยเห็นภาพสัตว์ป่าสวยๆ ที่ถ่ายลงหนังสือแล้วอยากถ่ายภาพอย่างเขามั้งแต่คงเป็นการลำบากที่เราจะไป บุกป่าฝ่าดงแบบเขา มีอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกกว่าคือคว้ากล้องคู่ใจแล้วไปหาสวนสัตว์สักที่ครับ … … |
|---|
อ่านต่อ… »
|
|||||
![]()
อ่านต่อ… » สวัสดีครับ เห็นมีหลายคนมารออ่านแล้วสำหรับ หัวข้อนี้ ผมก็ช่างดูดายไปหาปลากรอบ ภาพประกอบอยู่สองนาน เอาหล่ะครับได้ฤกษ์ซะทีว่าจะเอาวันที่ 9เดือน9ปี2009 สักหน่อยคงจะรอกันไม่ไหว 555 ไม่ใช่ฤกษ์แต่งงาน ครับ เข้าเรื่องกันเรย ทำไมเราต้องผสมแสงแฟรชเข้ากับแสงธรรมชาติด้วย หลายคนคงงงว่าเอ่อแล้วทำไมไม่ถ่ายแสงธรรมชาติอย่างเดียวก็ได้นิ อันนี้คงต้องดูสถานการณ์ความจำเป็นก่อนครับ กรณีผมจะลองแบ่งให้ฟังง่ายๆ ครับ คือ กรณีจำเป็น กับกรณีเฉพาะซึ่งเป็นความต้องการของช่างภาพในการที่จะทำภาพให้เป็นลักษณะพิเศษ เช่น การรวมแสงช่วงทไวไลฟ์กับแสงแฟรช ต้องการที่จะถ่ายภาพกลางคืนที่ให้มีคนเข้ามาในภาพด้วย เช่นไฟถนนกับคนหรือ กับพลุก็ได้ครับ แต่กรณีที่ผมจะยกตัวอย่างให้เป็นกรณี แหกกฏคือถ่ายภาพในเวลาวิกฤต คือช่วงเวลากลางวันหรือเวลาที่แสงไม่เหมาะสมแต่เราต้องการจะถ่ายภาพจริงๆ แนวนี้ส่วนใหญ่จะพบเห็นในภาพแฟชั่นตามหนังสือแม็คกาซีนต่างๆ ได้บ่อย เริ่มจากการที่เราต้องทำความเข้าใจกับเรื่องเอฟกับความเร็วของกล้องที่สัมพันธ์กับแฟรช เอ้เพื่อนหลายคนอ่านถึงตรงนี้อาจจะงง เอาอย่างนี้ครับ ให้กำหนดตามผม ท่องไว้ก็ได้น่ะ เอาไปสวด ก่อนนอนคืนนี้ เอฟ เป็นตัวคุมแสงที่แบบ ความเป็นคุมฉากหลังหรือแสงธรรมชาติรอบตัวแบบ(แสงแอมเบี้ยนไลท์) ปกติเราถ่ายแฟรชจะเป็นการใช้แต่แสงแฟรชเป็นแสงหลักแล้วลบแสงธรรมชาติทิ้งไปเลย กรณีนี้กล้องคอมแพ็คก็ทำได้ไม่ต้องใช้ DSLR หรอกครับ เฮ่อๆๆๆ เอาหล่ะๆ เรารู้อย่างนี้แล้วเอฟคือแบบ ความเร็วคุมความสว่างแสงหลัง ดังนั้น หากเราต้องการตัวแบบของเราให้พอดีเราต้องทำอย่างไร ให้ทำอย่างนี้คือ ตามหลักการพื้นฐานความสว่างแฟรชมีผลต่อระยะทางที่แฟรชเดินทางไปถึงและควบคู่ กับรู้ร% Share บทความนี้บน…
![]() เอฟ หรือ เรียกชื่อจริงๆ ว่า Aperture Value เป็นค่าที่ต้องตั้งอยู่บนกล้องถ่ายภาพอยู่เสมอๆ มีหน้าที่ปรับลดหรือเพิ่มปริมาณแสงที่จะผ่านเข้าสู่ตัวรับภาพในกล้องถ่ายรูป เราเปรียบได้เหมือนกันรูม่านตาคนเรานั้นเองครับ ค่าเอฟนี่นอกจากจะใช้ลดปริมาณแสงหรือเพิ่มปริมาณแสงแล้วยังมีผลทำให้เกิด ความชัดลึกหรือชัดตื่นในภาพเราด้วย โดยคิดตั้งแต่จุดที่โฟกัสตกเป็นจุดหลัก โดยค่าของความชัดลึกเปรียบเป็นความหนาของวัตถุก็ได้ครับเล่นตึกหลังนี้มี ความหนาเท่ากับ 10 เมตร ถ้าเราเปิดเอฟกว้างสุด อาจจะได้ค่าความชัดแค่ 1 เมตร แต่ถ้าเราเปิดให้แคบลง กว่านั้นเช่น จาก 2.8 เราเปิดที่ 16 อาจจะได้ความชัดลึกของภาพที่10 เมตรหรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับประเภททางยาวโฟกัสของเลนส์และ การปรับระยะโฟกัสด้วยครับ ตัวอย่างเช่นเลนส์วาย คือตั้งแต่ 50 mm ลงมา เช่นพวกเลนส์wide angle 24,17,14,10 mm ก็จะมีค่าความชัดลึกมากกว่าเลนส์ telephoto 70,80,90,100,105,135,180,250,300,400,500,600 ซึ่งจะให้ค่าความชัดลึกที่น้อยกว่าที่เอฟ เท่าๆ กันครับ มีสุตรคำนวนด้วยตามเวปนี้ครับ http://www.dofmaster.com/dofjs.html ซึ่ง ระยะชัดลึกนี้จะมีการนับตั้งแต่จุดโฟกัสจนไปอ้างอิงถึง infinity ถ้าเราใช้เอฟเหมาะสมกับระยะทางยาวโฟกัสเลนส์ที่เหมาะสมจะได้ค่าความกว้างของ ระยะชัดลึกที่มากครับ เช่น 1 เมตร ถึง infinity คือระยะสุดสายตานั้นเองครับ ส่วนภาพที่ได้จากระยะชัดลึกของภาพการปรับค่าเอฟที่เหมาะสมนั้นจะสามารถทำให้ เราได้ภาพที่คมชัดสวยงามและได้รายละเอียดของภาพลึกเพียงใดนั้นให้เพื่อน ทดลองเล่นดูได้ครับ โดยกดปุ่มเช็คชัดลึกที่กล้องของคุณ จะอยู่แถวๆ เม้าส์เลนส์น่ะครับ แคนนอนอยู่ด้านซ้าย นิคอนอยู่ขวา ค่ายอื่นช่างมันก่อน 55 ภาพที่ได้จะมืดๆ ลงตามเอฟที่ปรับไว้ ถ้าสว่างเหมือนเดิมแสดงว่าเอฟนั้นเป็นเอฟกว้างสุดของเลนส์ตัวนั้น ภาพที่มืดๆ นั้นให้สังเกตุวัตถุในแนวระนาบทางลึกว่าจากจุดหรือวัตถุที่เราโฟกัสนั้น ไปหาอีกวัตถุที่อยู่ไกลกว่า ตัวที่อยู่ไกลกว่าเกิดความคมชัดขึ้นมาหรือยัง ถ้ายังไม่ชัดให้รี่เอฟลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะชัดเจนขึ้นมา ง่ายๆ แค่เนี้ยเองครับ (พูดเอาแต่ได้น่ะผมเนี้ย เฮ่อ..) ดูตอนแรกอาจจะงงๆ นิดหน่อยใช้บ่อยๆ จะคุ้นเคยเองครับ สัปดาห์นี้ฝากไว้แค่นี้ครับไปลองเล่นดูน่ะครับ ภาพ ด้านบนผมใช้อัตราส่วนค่าเอฟ ที่ 1:1 ครับเดี๋ยวหลายคนงงว่ามันมีเอฟ 6.3 1.8 18 อันนี้เป็นการแบ่งค่าตามอัตราส่วน 1/2 หรือ 1/3 แล้วแต่ความสามารถกล้องครับ ผมเอากลางๆ ไว้อ้างอิงครับ การปรับค่าเอฟในกล้อง จะใช้โหมด M หรือโหมด AV หรือ A ก็ได้ครับ ภาพด้านบนไม่ชัดตามนี้ไปดูได้ครับhttp://chartwattana.multiply.com/photos/album/231 Share บทความนี้บน… สวัสดีครับกลับมาพบกับ HH pro photo กันอีกเช่นเคยนะครับ สัปดาห์นี้เรามาเล่นกับเงาในการถ่ายภาพเงาดำกันครับ ภาพเงาดำคืออะไร? คือภาพที่ถ่ายให้วัตถุเป็นสีดำหรือไม่เป็นรายละเอียดเห็นเป็นเพียงรูปทรงสีดำ ตัดกับแสงท้องฟ้าหรือว่า พระอาทิตย์ ภาพแนวนี้ให้อารมณ์เงา เศร้า เปล่าเปลี่ยว วังเวง เงียบเหงา ละเหี่ยใจ วิธีการถ่าย ไม่ยากเย็นอะไร ให้ยกวัตถุ(หมายถึงให้เราทาบภาพของวัตถุ)หรือแบบตัดกับแสงเช่นบนผิวน้ำหรือว่าท้องฟ้า ที่มีแสงสีนิยมเป็นเช้าและเย็น ให้วัดแสงเฉพาะจุดบริเวณใกล้แหล่งกำเนิดแสงในที่นี้เป็นดวงอาทิตย์ครับ วัดใกล้ๆ ไมใช่ไปวัดดวงอาทิตย์ ตาไหม้กันพอดี เอิ๊กๆ ไม่ต้องใช้แฟรชส่วนจะให้โหมดไหนถนัดเอาเรยครับไม่ห้ามน่ะ ง่ายมากๆ เดี๋ยวลองชมตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ *มีข้อระวังนะครับการยกกล้อง (หรือส่อง) เข้าหาแหล่งกำเนิดแสงที่มีความแรงโดยตรง อย่างเช่น พระอาทิตย์ยามhotๆ และ ไฟที่มีกำลังวัตต์ (W) สูงๆ จะทำให้ทั้งกล้อง และ คนหลังกล้องเสื่อมสมรรถภาพไปตามกันนะครับ Share บทความนี้บน… สวัสดีครับ HH pro photo สัปดาห์นี้นำเสนอเรื่องการแพนกล้องตามวัตถุ ซึ่งการการแพนกล้องสำหรับกล้องถ่ายภาพนิ่งนั้น จะทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะเหมือนวัตถุกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วหลายคนคงเคยเห็นภาพถ่ายรถแข่งที่มีภาพรถชัดแต่ BG เบล่อๆประมาณนั้นหละครับ การแพนตามวัตถุเป็นเทคนิคที่ฝีกได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเพราะต้องอาศัยการฝึกฝนพอสมควร เริ่มแรกเราต้องปรับกล้องก่อนครับแนะนำให้ใช้โหมด TV or S ในกล้องน่ะครับเพื่อให้เราสามารถเลือกความเร็วได้ตามต้องการ โดยความเร็วหากเป็นรถแข่งที่มีความเร็วสูงๆให้ใช้ที่ 1/1000 แต่ถ้าเป็นวัตถุอื่นเช่นรถม้า ม้าหมุน หรืออะไรที่ช้ากว่านั้นให้ใช้ในย่าน 1/25-1/100 สามารถปรับลดหรือเพิ่มได้ตามต้องการแนะนำวิธีหมุนกล้องต้องเอากล้องแนบติดแขนชิดลำตัวแล้วหมุนเป็นองศา จากซ้ายไปขวาหรือขวามาซ้ายในขณะที่เราถ่ายภาพห้ามหยุดหมุนจนกว่าจะครบวง (เหมือนตีกอล์ฟไหมครับ) ส่วนจะกดเมื่อไรนั้นแล้วแต่ความชอบว่าจะวางวัตถุที่เคลื่อนที่ไว้บริเวณในของเฟรมภาพ เอาหล่ะครับอธิบายมาพอแล้วมีรูปให้ชมสักเล็กน้อย คิดว่าเพื่อนๆ คงนำไปฝึกฝนไว้เพื่อความสนุกสนานในการถ่ายภาพ สัปดาห์นี้สวัสดีครับ Share บทความนี้บน… ![]() ถ่ายน้ำตก ลงให้สวยเป็นใยไหม โดย น้าตั้ม hollyhead http://chartwattana.multiply.com น้ำตกเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ บรรจงสร้างสรรค์ความงดงามให้กับผืนป่าอันอุดม จะเห็นว่าบริเวณที่มีน้ำตกหรือมีสายน้ำพาดผ่านจะมีความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่าชุกชุม เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งป่า โดยเฉพาะน้ำตกที่ต้องเดินป่าลำบากๆ กันเข้าไป แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ไปได้สะดวกสบายมีผู้คนไปเล่นกัน ครึกโครม ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็มีวังตะไคร่ นางรอง สาริกา ไทรโยค เป็นต้น ซึ่งกว่าจะเข้าไปได้ทั้งทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พอเจอน้ำตกทั้งทีก็ตั้งใจว่าจะเก็บภาพสวยๆมาฝากเพื่อนกัน แต่อ้าว!…ภาพออกมาทำไมน้ำตกออกมาแข็งเป้กไม่สวยเป็นละอองยองใยไหมเหมือนที่เห็นๆกันตามหน้าหนังสือเลย…วันนี้ hollyheadmag มีวิธีที่ง่ายๆที่จะทำให้ทุกๆท่านถ่ายภาพน้ำตกออกมาให้ดูนุ่มละมุนเหมือนมืออาชีพได้เลย เชิญรับชมครับ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าภาพน้ำที่ตกลงมาผมเป็นภาพเคลื่อนไหวชนิดหนึ่ง โดยที่การเคลื่อนที่ของสายน้ำจะเร็วช้ามากน้อยขึ้นกับฤดูการ ความสูงของน้ำตก และลักษณะของน้ำที่ตกลงมา การที่จะได้ภาพน้ำตกน้ำนุ่มๆ นั้นไม่ยากเย็นอย่างที่คิด โดยเราอาศัยแค่การเคลื่อนไหวของน้ำกับความเร็วของชัตเตอร์หรือ Shuter speed ที่มีความเหมาะ โดยส่วนใหญ่ผมมักจะใช้ที่ ความเร็ว 1/4 วินาที หรือที่เวลาปรับแล้วเป็นเลข 4 ในมาตรบอกความเร็ว (ความเร็วน่ะครับอย่าสับสนกับเอฟ หรือรู้รับแสง) โดยเราจะต้องคำนวณเผื่อความแรงของน้ำตกและ สภาพแสงตอนนั้นด้วย เพราะอย่าลืมว่าด้วยความเร็วที่ต่ำลงจะทำให้รูรับแสงที่เหมาะสมเล็กตามลงไปด้วย (รู้เล็กเลขจะมาก เช่น 16 22 32 เป็นต้น) ซึ่งเทคนิคอีกอย่างที่จะทำให้ค่าแสงไม่จ่ามากในกรณีที่เราง้างความเร็วให้ต่ำ คือการปรับค่า ISO ให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ครับ และเพื่อความชัดคมงิบของภาพ สิ่งที่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ขาตั้วกล้องประเภทสามขา หรือเรียกว่า Tripod นั้นเองเพราะโดยธรรมชาติแล้วมือของเราคงไม่นิ่งพอที่จะสามารถถือประคองกล้องด้วยความเร็วที่ต่ำขนาดนั้นได้ อุปกรณ์อีกอย่างคือรีโมทหรือพวกสายลั่นชัตเตอร์ เพื่อป้องกันภาพสั่นไหว และหากแสงตอนนั้นสว่างมากมายปรับเท่าไหร่แล้วภาพก็ยังจ้า เราสามารถใช้ ฟิวเตอร์ CPL และ ND ซึ่งจะช่วยลดแสงสว่างของภาพลงได้อีกทางหนึ่งครับ นี่ก็เป็นคร่าวๆกับประสบการณ์ของผมที่เคยได้ลองได้ถ่ายมาครับ Share บทความนี้บน… ![]() สวัสดีอีกครั้งครับ หลังจากเปิดคอลัมน์ไปก็เริ่มมีท่านผู้อ่านสงสัยและถามกันเข้ามาว่า แล้วการถ่ายรูปยังไงถึงจะเรียกว่าสวย…ซึ่งประเด็นนี้มันก็ยากที่จะจรณาครับเพราะว่าการถ่ายรูปเป็นศิลป์ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ทว่าในบางมุมมันก็เป็นศาสตร์เพราะมันมีหลักการเหมือนกัน สัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอทฤษฎีที่ปฏิบัติได้จริงซึ่งจะส่งผลให้ภาพของท่านมี “ความสวยงาม” มากที่สุด คือเรื่องของการจัดองค์ประกอบภาพ หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Composition นั่นเอง ในโลกของการถ่ายภาพ ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดด้วยกรอบสี่เหลี่ยม ผืนผ้า หรือจตุรัส ก็แล้วแต่เถอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นผืนผ้า น่าน่ะ หยวนๆ เหอะ ครับ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวละไม่กี่ร้อยบาทจนกล้องโปร ตัวหลายแสนบาทก็ตาม ช่องมองภาพก็ถูกจำกัดด้วยกรอบสี่เหลี่ยมนี่หล่ะครับ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยมด้วยหล่ะ ไม่เป็นทรงกรมหรือทรงรี่ รูปไข่ หกเหลีี่ยมก็ว่ากันไป จริงๆ ภาพที่ได้จากเลนส์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกตัวนั้นให้ภาพเป็นวงกลมครับ มีใครรู้บ้างเอ่ยแล้วถูกครอป ลงบนระนาบฟิลม์ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยม 55 มันเลยต้องออกมาเป็นสี่เหลี่ยมอย่างที่เห็นนี่หล่ะมีใครได้คะแนนบ้างครับ วงกลมที่ว่ามีชื่อภาษาฝรั่งว่า Image circle พอดีกว่า วิชาการเยอะเดี๋ยวมะรู้เรื่องสรุปมันเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ เราจะทำยังไงกะมันดี ก็มีนักคิดศิลปิน ได้ลองใช้สมองคิดแทนเรา แล้วว่าคนทุกคนนั้นจะมองหาความสนใจในจุด 4 จุด บนองค์ประกอบของเส้น ที่ตัดกัน 9 ช่อง ไม่ใช่ใบ้หวยน่ะครับ อย่าไปแทงเดี๋ยวเจ้ามือกินเรียบ เป็นอย่างนี้จริงๆ 4 จุด 9 ช่อง ตามภาพเรย เอาภาพมาหน่อยจิ ถามต่อว่าภาพข้างบนนี้ใช้อะไรมันได้ ให้ไปซื้อโอเลี้ยงหน้าปากซอยได้ไหม ตอบว่าได้เอ้ยไม่ได้ครับ ให้เล่นกะมันหน่อย เวลาเราจะถ่ายอะไรอยากให้มันดูเท่ห์หรือเด่นหรือน่าสนใจ ให้เราไปแปะไว้ตามจุดตัดดังกล่าว แล้วชาวบ้านเขาจะมองเห็นได้ง่าย กว่าไว้ที่อื่น น่ะครับ ผมใช้คำเรียกอีกอย่างว่า จุดสนใจ ทั้ง 4 ต่อไป มีจุดตัดแล้วพอเลยไหม ยังๆ ไม่พอ เพื่อความเทพเราต้องแบ่งน้ำหนักของภาพ หรือส่วนภาพกันด้วย ส่วนของภาพที่ผมว่านี้ ส่วนใหญ่จะใช้กับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ แม่น้ำท้องฟ้า ทะเลภูเขา ทำอย่างนี้ครับ ให้แบ่งภาพเป็นสามสว่นในแนวนอน เท่าๆ กัน แล้ว ให้เลือกตัดสินใจไปว่า ฉันจะเอาอะไรไว้เยอะกว่าอะไร เช่นฟ้าสวยอะ ขอเก็บท้องฟ้า ไว้ในใจตลอดไป (ออกแนวเน่านิด) ก็ให้สัดส่วนของน้องฟ้า เอ้ยท้องฟ้า ไปเลย สองส่วน อีกหนึ่งส่วน ก็แล้วแต่ ว่าเราจะเอาทะเลหรือภูเขาหรืออะไรไว้ก็ได้ หนี่งส่วน แต่ถ้าเราบอกว่า อยากได้ทะเลมากกว่า ฟ้าไม่สวยใส เหมือนหน้า พอลล่า ก็เอาฟ้าไว้หนึ่งส่วน ทะเลสองส่วน ตามความพอใจขอผู้อยู่หลังกล้องเลย จากภาพที่เห็นจะมีการแบ่ง Frame ของเป็น 3 ส่วนในน้ำหนักที่เท่าๆกัน เมื่อเราแบ่งน้ำหนักของภาพได้แล้วต่อไปเหมือนเราต้องความคุมน้ำหนัก(ไม่ให้อ้วนขึ้น) และ ทิ้ง Space มันดู Balance กัน ภาพถึงจะไม่เอียงซ้ายขวา หรือ หน้าคว่ำ ขมำ หงาย เอาแล้วจะแบ่งน้ำหนักอย่างไรหล่ะครับทีนี้ แค่นี้ก็มีน้ำหนักแล้วนิ ไม่มีหรอกครับ น้ำหนักภาพ ที่ผมว่า คือต้องแบ่งตามแนวเส้นทะแยงมุม ของภาพ เดี๋ยวมีรูปให้ชม ด้านล่าง ใจเย็นๆ ตามลักษณะของภาพถ่ายที่ดี ต้องมีการทิ้งน้ำหนักของภาพและในขณะเดียวกันต้องเปิดช่องว่างให้ภาพได้หายใจนิหน่อย โดยยึดแนวเส้นทะแยงมุมเป็นสำคัญลองดูภาพประกอบ ตามภาพครับ จะพลิกขวาซ้ายบนล่างแล้วแต่ได้หมดแค่ยึดเส้นทะแยงมุมเอาไว้ เอาหล่ะ ได้ความรู้กันไปจนมึนแล้ว ทีนี้ลองไปดูภาพที่ถ่ายโดยใช้หลักการเหล่านี้กัน แต่อย่าลืม เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฏเกณฑ์ จนลืมไปว่า ภาพถ่ายนั้นเป็นงานศิลปะ แขนงหนึ่ง ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพแล้วพบกันใหม่อาทิตย์หน้าครับ Share อ่านต่อ… » ![]() สวัสดีครับ เพื่อนๆ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วผมได้แนะนำเรื่องกล้อง Lomo ไปพอสมควรในสัปดาห์นี้อยากจะแนะนำการถ่ายภาพแนว LOMO โดยใช้กล้อง DSLR กันดูบ้าง จากหลักการของการถ่ายโดยไม่ต้องคิดไม่ต้องโฟกัส ไม่ต้องมองช่องมองภาพด้วยหลายคนคงถามว่าแล้วจะได้ภาพกันหรือนี่ 55 ก็มีวิธีมาเสนอ ครับ เป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียตังค์ไปซื้อหาแต่อย่างใด สำหรับคนที่มีกล้อง DSLR จะถูกจะแพงขอแดงเข้าว่า ล้อเล่นน่ะครับตัวไหนยี่ห้ออะไรก็ได้ไม่จำกัด กับเลนส์เหมาะๆ สักตัว เลนส์ Kit ก็ได้น่ะ อย่าไปคิดมากเรย 1. ปรับโหมดเป็นแมนนวล M 2. ปรับหน้ากล้องเป็น F 8.0 – 16 แล้วแต่ถนัดเรย 3. ปรับความเร็วช้ตเตอร์หรือสปีด ในช่องระหว่าง 1/15 – 1/ 125 แล้วแต่พื้นที่มืดหรือสว่างแค่ไหน 4. ปรับ ISO กล้องเป็น Auto หรือ 400 – 1600 แล้วแต่ความมืดสว่าง 5. ปรับระบบโฟกัสเป็นแมนนวลแล้วล็อคไว้ที่ infinity หรือรูปเลข 8 แนวนอน ป.ล. หลังจากปรับเสร็จก็ไปลองถ่ายได้เลยครับ กดอย่างเดียว แล้วลองเช็คภาพหลังกล้องดูถ้ามืดไปก็ ลดสปีดหรือเพิ่ม ISO แล้วแต่กรณี แต่ที่อยากให้คงที่ไปเลยคือ เอฟ และ ระยะโฟกัสครับ ไม่ต้องไปเปลี่ยน ผลจากการทดลองจะได้ภาพประมาณนี้ ถ้าสียังไม่สะใจให้เพื่อนๆ ลองเพ่ิมความอิ่มหรือความเข้มของสีได้ในกล้องหรือในคอมฯ ก็ได้น่ะครับ เวลาถ่ายแนะนำให้ถือไว้ระดับเอวทำเหมือนเรามีกล้องโลโม่เรยอย่าคิดมาก แต่เราสามารถเช็ครูปภาพได้จากจอด้านหลังกล้องไม่ต้องไปรอล้างที่ร้านให้เสียเวลาครับ อิอิ เลนส์ 17 mm เปิดที่เอฟ 8.0 สปีด 1/60 ISO 800 โปรเซสด้วย IPHOTO เลนส์ ระยะ 17 mm เอฟ 11 สปีด 1/60 ISO 1600 โปรเซสด้วย IPHOTO ภาพนี้เป็นการถ่ายแบบปกติแต่ทำการบังหน้าเลนส์ด้วย Hood ผิดขนาด ทำให้ได้ผลเป็นเหมือนการถ่ายด้วย โลโม แบบ ฟิชอาย ครับ ครับพอทราบหลักการปรับกันไปคราวๆ แล้วน่ะ แนะนำอย่างนี้่ครับ ถ้าเกิดภาพมืดไปให้ปรับ ISO ขึ้นหรือว่าลดสปีดลงแต่อย่าลดสปีดลงมากน่ะครับเพราะจะทำให้ภาพสั้นไหวได้ง่าย ในทางกลับกันถ้าภาพเราสว่างไปก็ให้ปรับ ISO ให้สูงขึ้นไป หรือว่า ปรับ สปีดให้สูงขึ้น หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเรยครับ การถ่ายแนวนี้ความสวยงามและความสนุกจะอยู่ที่ ภาพทีได้ แสงหรือความสว่างจะไม่พอดีเปาะๆ แต่จะมืดบ้างสว่างบ้างตามเรื่อง แต่จะได้อารมณ์โลโมพอสมควร แนะนำเด็ดขาดห้ามโฟกัสหรือว่าปรับ หาโฟกัสด้วยกล้อง เพราะเสน่ห์ของโลโมคือภาพไม่จำเป็นต้องชัดเสมอไปน่ะครับ วันนี้คงมาแนะนำวิธีสนุกไว้เพียงเท่านี้ พร้อมภาพประกอบเล็กน้อย หากยังไม่จุใจหวังว่าในโอกาสหน้าจะได้เพ่ิมเติมลงไปอีกครับ แนะนำติชมกันมาได้เต็มที่ครับ ขอบคุณครับ (“don’t think, just shoot”) Share อ่านต่อ… » |
|||||
|
© 2010 HOLLYHEAD - All Rights Reserved Powered by WordPress & the Atahualpa Theme by BytesForAll. Discuss on our WP Forum |
|||||