ติดต่อลงโฆษณา
089-510-0501 (คุณเต้)

ถ่ายน้ำตก ลงให้สวยเป็นใยไหม โดย น้าตั้ม hollyhead

003

ถ่ายน้ำตก ลงให้สวยเป็นใยไหม โดย น้าตั้ม hollyhead http://chartwattana.multiply.com น้ำตกเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ บรรจงสร้างสรรค์ความงดงามให้กับผืนป่าอันอุดม จะเห็นว่าบริเวณที่มีน้ำตกหรือมีสายน้ำพาดผ่านจะมีความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่าชุกชุม เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งป่า โดยเฉพาะน้ำตกที่ต้องเดินป่าลำบากๆ กันเข้าไป แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ไปได้สะดวกสบายมีผู้คนไปเล่นกัน ครึกโครม ใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก็มีวังตะไคร่ นางรอง สาริกา ไทรโยค เป็นต้น  ซึ่งกว่าจะเข้าไปได้ทั้งทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พอเจอน้ำตกทั้งทีก็ตั้งใจว่าจะเก็บภาพสวยๆมาฝากเพื่อนกัน แต่อ้าว!…ภาพออกมาทำไมน้ำตกออกมาแข็งเป้กไม่สวยเป็นละอองยองใยไหมเหมือนที่เห็นๆกันตามหน้าหนังสือเลย…วันนี้ hollyheadmag มีวิธีที่ง่ายๆที่จะทำให้ทุกๆท่านถ่ายภาพน้ำตกออกมาให้ดูนุ่มละมุนเหมือนมืออาชีพได้เลย เชิญรับชมครับ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าภาพน้ำที่ตกลงมาผมเป็นภาพเคลื่อนไหวชนิดหนึ่ง โดยที่การเคลื่อนที่ของสายน้ำจะเร็วช้ามากน้อยขึ้นกับฤดูการ ความสูงของน้ำตก และลักษณะของน้ำที่ตกลงมา การที่จะได้ภาพน้ำตกน้ำนุ่มๆ นั้นไม่ยากเย็นอย่างที่คิด  โดยเราอาศัยแค่การเคลื่อนไหวของน้ำกับความเร็วของชัตเตอร์หรือ Shuter speed ที่มีความเหมาะ โดยส่วนใหญ่ผมมักจะใช้ที่ ความเร็ว 1/4 วินาที หรือที่เวลาปรับแล้วเป็นเลข 4 ในมาตรบอกความเร็ว (ความเร็วน่ะครับอย่าสับสนกับเอฟ หรือรู้รับแสง) โดยเราจะต้องคำนวณเผื่อความแรงของน้ำตกและ สภาพแสงตอนนั้นด้วย เพราะอย่าลืมว่าด้วยความเร็วที่ต่ำลงจะทำให้รูรับแสงที่เหมาะสมเล็กตามลงไปด้วย (รู้เล็กเลขจะมาก เช่น 16  22  32 เป็นต้น)  ซึ่งเทคนิคอีกอย่างที่จะทำให้ค่าแสงไม่จ่ามากในกรณีที่เราง้างความเร็วให้ต่ำ คือการปรับค่า ISO ให้น้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ครับ  และเพื่อความชัดคมงิบของภาพ สิ่งที่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ขาตั้วกล้องประเภทสามขา หรือเรียกว่า Tripod นั้นเองเพราะโดยธรรมชาติแล้วมือของเราคงไม่นิ่งพอที่จะสามารถถือประคองกล้องด้วยความเร็วที่ต่ำขนาดนั้นได้ อุปกรณ์อีกอย่างคือรีโมทหรือพวกสายลั่นชัตเตอร์ เพื่อป้องกันภาพสั่นไหว และหากแสงตอนนั้นสว่างมากมายปรับเท่าไหร่แล้วภาพก็ยังจ้า เราสามารถใช้ ฟิวเตอร์ CPL และ ND ซึ่งจะช่วยลดแสงสว่างของภาพลงได้อีกทางหนึ่งครับ นี่ก็เป็นคร่าวๆกับประสบการณ์ของผมที่เคยได้ลองได้ถ่ายมาครับ

ถ่ายคนยังไงให้สวย Professional Portrait (hh pro photo)

อะไร? ทำให้ภาพถ่าย “สวย”

mage3

สวัสดีอีกครั้งครับ หลังจากเปิดคอลัมน์ไปก็เริ่มมีท่านผู้อ่านสงสัยและถามกันเข้ามาว่า แล้วการถ่ายรูปยังไงถึงจะเรียกว่าสวย…ซึ่งประเด็นนี้มันก็ยากที่จะจรณาครับเพราะว่าการถ่ายรูปเป็นศิลป์ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ทว่าในบางมุมมันก็เป็นศาสตร์เพราะมันมีหลักการเหมือนกัน สัปดาห์นี้จึงขอนำเสนอทฤษฎีที่ปฏิบัติได้จริงซึ่งจะส่งผลให้ภาพของท่านมี “ความสวยงาม” มากที่สุด คือเรื่องของการจัดองค์ประกอบภาพ หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Composition นั่นเอง  ในโลกของการถ่ายภาพ ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดด้วยกรอบสี่เหลี่ยม ผืนผ้า หรือจตุรัส ก็แล้วแต่เถอะ แต่ส่วนใหญ่เป็นผืนผ้า น่าน่ะ หยวนๆ เหอะ ครับ ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวละไม่กี่ร้อยบาทจนกล้องโปร ตัวหลายแสนบาทก็ตาม ช่องมองภาพก็ถูกจำกัดด้วยกรอบสี่เหลี่ยมนี่หล่ะครับ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็นสี่เหลี่ยมด้วยหล่ะ ไม่เป็นทรงกรมหรือทรงรี่ รูปไข่ หกเหลีี่ยมก็ว่ากันไป  จริงๆ ภาพที่ได้จากเลนส์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกตัวนั้นให้ภาพเป็นวงกลมครับ มีใครรู้บ้างเอ่ยแล้วถูกครอป ลงบนระนาบฟิลม์ซึ่งเป็นสี่เหลี่ยม 55 มันเลยต้องออกมาเป็นสี่เหลี่ยมอย่างที่เห็นนี่หล่ะมีใครได้คะแนนบ้างครับ วงกลมที่ว่ามีชื่อภาษาฝรั่งว่า Image circle พอดีกว่า วิชาการเยอะเดี๋ยวมะรู้เรื่องสรุปมันเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ เราจะทำยังไงกะมันดี ก็มีนักคิดศิลปิน ได้ลองใช้สมองคิดแทนเรา แล้วว่าคนทุกคนนั้นจะมองหาความสนใจในจุด 4 จุด บนองค์ประกอบของเส้น ที่ตัดกัน 9 ช่อง ไม่ใช่ใบ้หวยน่ะครับ อย่าไปแทงเดี๋ยวเจ้ามือกินเรียบ เป็นอย่างนี้จริงๆ 4 จุด 9 ช่อง ตามภาพเรย เอาภาพมาหน่อยจิ   ถามต่อว่าภาพข้างบนนี้ใช้อะไรมันได้ ให้ไปซื้อโอเลี้ยงหน้าปากซอยได้ไหม ตอบว่าได้เอ้ยไม่ได้ครับ ให้เล่นกะมันหน่อย เวลาเราจะถ่ายอะไรอยากให้มันดูเท่ห์หรือเด่นหรือน่าสนใจ ให้เราไปแปะไว้ตามจุดตัดดังกล่าว แล้วชาวบ้านเขาจะมองเห็นได้ง่าย กว่าไว้ที่อื่น น่ะครับ ผมใช้คำเรียกอีกอย่างว่า จุดสนใจ ทั้ง 4  ต่อไป มีจุดตัดแล้วพอเลยไหม ยังๆ ไม่พอ เพื่อความเทพเราต้องแบ่งน้ำหนักของภาพ หรือส่วนภาพกันด้วย ส่วนของภาพที่ผมว่านี้ ส่วนใหญ่จะใช้กับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ แม่น้ำท้องฟ้า ทะเลภูเขา ทำอย่างนี้ครับ ให้แบ่งภาพเป็นสามสว่นในแนวนอน เท่าๆ กัน แล้ว ให้เลือกตัดสินใจไปว่า ฉันจะเอาอะไรไว้เยอะกว่าอะไร เช่นฟ้าสวยอะ ขอเก็บท้องฟ้า ไว้ในใจตลอดไป (ออกแนวเน่านิด) ก็ให้สัดส่วนของน้องฟ้า เอ้ยท้องฟ้า ไปเลย สองส่วน อีกหนึ่งส่วน ก็แล้วแต่ ว่าเราจะเอาทะเลหรือภูเขาหรืออะไรไว้ก็ได้ หนี่งส่วน  แต่ถ้าเราบอกว่า อยากได้ทะเลมากกว่า ฟ้าไม่สวยใส เหมือนหน้า พอลล่า ก็เอาฟ้าไว้หนึ่งส่วน ทะเลสองส่วน  ตามความพอใจขอผู้อยู่หลังกล้องเลย จากภาพที่เห็นจะมีการแบ่ง Frame ของเป็น 3 ส่วนในน้ำหนักที่เท่าๆกัน     เมื่อเราแบ่งน้ำหนักของภาพได้แล้วต่อไปเหมือนเราต้องความคุมน้ำหนัก(ไม่ให้อ้วนขึ้น) และ ทิ้ง Space มันดู Balance กัน ภาพถึงจะไม่เอียงซ้ายขวา หรือ หน้าคว่ำ ขมำ หงาย เอาแล้วจะแบ่งน้ำหนักอย่างไรหล่ะครับทีนี้ แค่นี้ก็มีน้ำหนักแล้วนิ ไม่มีหรอกครับ น้ำหนักภาพ ที่ผมว่า คือต้องแบ่งตามแนวเส้นทะแยงมุม ของภาพ  เดี๋ยวมีรูปให้ชม ด้านล่าง ใจเย็นๆ ตามลักษณะของภาพถ่ายที่ดี ต้องมีการทิ้งน้ำหนักของภาพและในขณะเดียวกันต้องเปิดช่องว่างให้ภาพได้หายใจนิหน่อย โดยยึดแนวเส้นทะแยงมุมเป็นสำคัญลองดูภาพประกอบ   ตามภาพครับ จะพลิกขวาซ้ายบนล่างแล้วแต่ได้หมดแค่ยึดเส้นทะแยงมุมเอาไว้ เอาหล่ะ ได้ความรู้กันไปจนมึนแล้ว ทีนี้ลองไปดูภาพที่ถ่ายโดยใช้หลักการเหล่านี้กัน แต่อย่าลืม เราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฏเกณฑ์ จนลืมไปว่า ภาพถ่ายนั้นเป็นงานศิลปะ แขนงหนึ่ง ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพแล้วพบกันใหม่อาทิตย์หน้าครับ …Read More »

Lomo ไม่ได้โม้ Part II–IN Action!!

   สวัสดีครับ เพื่อนๆ ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วผมได้แนะนำเรื่องกล้อง Lomo ไปพอสมควรในสัปดาห์นี้อยากจะแนะนำการถ่ายภาพแนว LOMO โดยใช้กล้อง DSLR กันดูบ้าง   จากหลักการของการถ่ายโดยไม่ต้องคิดไม่ต้องโฟกัส ไม่ต้องมองช่องมองภาพด้วยหลายคนคงถามว่าแล้วจะได้ภาพกันหรือนี่ 55 ก็มีวิธีมาเสนอ ครับ  เป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียตังค์ไปซื้อหาแต่อย่างใด สำหรับคนที่มีกล้อง DSLR จะถูกจะแพงขอแดงเข้าว่า ล้อเล่นน่ะครับตัวไหนยี่ห้ออะไรก็ได้ไม่จำกัด กับเลนส์เหมาะๆ สักตัว เลนส์ Kit ก็ได้น่ะ อย่าไปคิดมากเรย 1. ปรับโหมดเป็นแมนนวล M 2. ปรับหน้ากล้องเป็น F 8.0 – 16 แล้วแต่ถนัดเรย 3. ปรับความเร็วช้ตเตอร์หรือสปีด ในช่องระหว่าง 1/15 – 1/ 125 แล้วแต่พื้นที่มืดหรือสว่างแค่ไหน 4. ปรับ ISO กล้องเป็น Auto หรือ 400 – 1600 แล้วแต่ความมืดสว่าง 5. ปรับระบบโฟกัสเป็นแมนนวลแล้วล็อคไว้ที่ infinity หรือรูปเลข 8 แนวนอน ป.ล. หลังจากปรับเสร็จก็ไปลองถ่ายได้เลยครับ กดอย่างเดียว แล้วลองเช็คภาพหลังกล้องดูถ้ามืดไปก็ ลดสปีดหรือเพิ่ม ISO แล้วแต่กรณี แต่ที่อยากให้คงที่ไปเลยคือ เอฟ และ ระยะโฟกัสครับ ไม่ต้องไปเปลี่ยน ผลจากการทดลองจะได้ภาพประมาณนี้ ถ้าสียังไม่สะใจให้เพื่อนๆ ลองเพ่ิมความอิ่มหรือความเข้มของสีได้ในกล้องหรือในคอมฯ ก็ได้น่ะครับ เวลาถ่ายแนะนำให้ถือไว้ระดับเอวทำเหมือนเรามีกล้องโลโม่เรยอย่าคิดมาก แต่เราสามารถเช็ครูปภาพได้จากจอด้านหลังกล้องไม่ต้องไปรอล้างที่ร้านให้เสียเวลาครับ อิอิ                                                                                                                                     เลนส์ 17 mm เปิดที่เอฟ 8.0 สปีด 1/60 ISO 800 โปรเซสด้วย IPHOTO                                                                                                                                                                                    เลนส์ ระยะ 17 mm เอฟ 11 สปีด 1/60 ISO 1600 โปรเซสด้วย IPHOTO  ภาพนี้เป็นการถ่ายแบบปกติแต่ทำการบังหน้าเลนส์ด้วย Hood ผิดขนาด ทำให้ได้ผลเป็นเหมือนการถ่ายด้วย โลโม แบบ ฟิชอาย ครับ ครับพอทราบหลักการปรับกันไปคราวๆ แล้วน่ะ แนะนำอย่างนี้่ครับ ถ้าเกิดภาพมืดไปให้ปรับ ISO ขึ้นหรือว่าลดสปีดลงแต่อย่าลดสปีดลงมากน่ะครับเพราะจะทำให้ภาพสั้นไหวได้ง่าย ในทางกลับกันถ้าภาพเราสว่างไปก็ให้ปรับ ISO ให้สูงขึ้นไป หรือว่า ปรับ สปีดให้สูงขึ้น หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปเรยครับ การถ่ายแนวนี้ความสวยงามและความสนุกจะอยู่ที่ ภาพทีได้ แสงหรือความสว่างจะไม่พอดีเปาะๆ แต่จะมืดบ้างสว่างบ้างตามเรื่อง แต่จะได้อารมณ์โลโมพอสมควร แนะนำเด็ดขาดห้ามโฟกัสหรือว่าปรับ หาโฟกัสด้วยกล้อง เพราะเสน่ห์ของโลโมคือภาพไม่จำเป็นต้องชัดเสมอไปน่ะครับ         วันนี้คงมาแนะนำวิธีสนุกไว้เพียงเท่านี้ พร้อมภาพประกอบเล็กน้อย หากยังไม่จุใจหวังว่าในโอกาสหน้าจะได้เพ่ิมเติมลงไปอีกครับ แนะนำติชมกันมาได้เต็มที่ครับ ขอบคุณครับ (“don’t think, just shoot”)     …Read More »

hollyhead pro photo! Mastering in Blur and Sharp

สวัสดีกันก่อนครับผม เนื่องจากชีวิตแบบสตรีทไลฟ์ของพวกเรามักจะมีกิจกรรมสร้างสรรค์กันอยู่บ่อยๆ ซึ่งหลายครั้งที่เราก็อยากจะเก็บภาพแห่งความประทับใจไว้นานๆ ทางเว็บ  hollyheadmag จึงขอนำเสนอคอลัมน์  “hollyhead Pro Photo” ซึ่งพร้อมจะนำเสนอบทความจากช่างภาพมืออาชีพที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการทุกสัปดาห์ เพื่อให้ทุกท่านได้ไปพัฒนาฝีมือการถ่ายภาพให้สวยงามสมดังใจนึก Mastering in Blur and Sharp ตอนอยากจะเก็บภาพเด็ด เพื่อนเรากำลังเต้น b-boy ถ่ายไปพอมาดูอ้าวดันไปชัดผนังข้างหลัง เพื่อนเราเบลอ แต่พอบางทีเราจะเก็บภาพเป็นกลุ่มคนดันมาชัดคนหน้าสุดคนเดียว อะไรที่มีผลต่อความชัดและเบลอของภาพบ้าง(ยกเว้นคนถ่าย) และ ฉากหลังเราพอจะมีลูกเล่นอะไรได้บ้าง ในวันนี้ ผมจึงลองประมวลความรู้อันน้อยนิดของตัวเองเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้วมาสรุปไว้ ดังต่อไปนี้ 1. เป็นการใช้เอฟ หรือหน้ากล้องเป็นตัวช่วย ดังตัวอย่างภาพนี้ เปิดเอฟ 1.2 สังเกตุว่าความเบลอเริ่มตั้งแต่พ้นดวงตาแล้วไล่ไปจนสุดขอบภาพ ซึ่งการใช้เอฟ หน้ากล้องหรือรูรับแสง แล้วแต่ท่านใดเรียกว่าอย่างไร ทำการเบลอภาพก็มีข้อจำกัดเพราะเลนส์ที่หน้ากล้องกว้างๆ มักจะมีราคาแพง โดยทั่วไปก็มักจะนิยมพวกเลนส์ 50 1.8 หรือ ว่า 50 1.4 หรือแล้วแต่กำลังทรัพย์ ของเพื่อน เช่น 50-1.2 85-1.4 85-1.2 135-2.8 135-2.0 การเบลอแบบนี้นิยมกันมากเพราะง่ายสะดวก แค่เปิดเอฟกว้างๆ เข้าไว้ก็ได้ภาพเบลอสมใจ อ๋อถ้าจะเล่นแนวนี้แนะนำเป็นเลนส์เดียวนะครับเพราะราคาจะถูกว่าซูมหากเป็นพวกซูมเอฟ 2.8 ของทางค่ายราคาจะแพงเอาเรื่องเรย ไม่ค่อยจำเป็นครับ พวก 50 1.8 ก็เบลอกระจุยแล้วหล่ะครับ แต่ก็ห้ามไม่ได้บางคนชอบขอแรงๆ ก็ลุยเรยครับตามกำลังศรัทธา 2. การใช้ระยะทางยาวโฟกัสเป็นตัวช่วย การใช้ระยะทางยาวโฟกัสของเลนส์ช่วยในการเบลอหลัง โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นได้ตามสนามฟุตบอลหรือว่าสนามกีฬาที่มีการใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสสูงๆ จะได้ภาพใกล้เคียงกับการใช้เอฟ แต่ต้องมีระยะห่างจากแบบค่อนข้างมาก แม่ว่าเราจะเปิดที่เอฟ 8 หรือ 5.6 หลังก็ยังเบลอ อย่างภาพตัวอย่างผมซูมที่ 200 เอฟ 8.0 หลังก็เบลอได้อย่างที่เห็น และยิ่งทางยาวโฟกัสสูงพวก 300 – 600 mm ก็จะให้ผลมากขึ้นไปตามลำดับ แต่ในกรณีใช้ทางยาวโฟกัสก็มีผลดีคือตัวแบบจะยังช้ดเจนทั้งใบหน้าหรือว่าทั้งตัว ไม่เหมือนกับใช้เอฟ อย่างเดียวมักจะพบว่าตาชัดหูไม่ชัด เป็นประจำ ทำให้บางครั้งเราจำเป็นต้องลดเพิ่มเอฟ ขึ้นเพื่อให้ได้ใบหน้าที่ชัดทั่วถึงกัน 3. การเบลอหลังให้ขาว การเบลอให้หลังขาวก็เป็นอีกวิธีที่ชอบใช้กัน ส่วนใหญ่จะใช้กันในตัวอาคารหรือห้อง เช่นห้องพักตามสถานที่ต่างๆ โดนให้นางแบบยืนหันหลังให้ประตูหรือหน้าต่างหรือหนังหลังให้กับภายนอกห้อง แล้วเปิดวัดแสงให้พอดีกับภายในห้อง . ตามตัวอย่างนี้เลยครับ อันนี้ถ่ายตอนกลางวันแสกๆ วัดแสงที่หน้านางแบบซึ่ง แนะนำนะครับว่าให้วัดแสงแบบเฉพาะจุดจะดีมาก 4. การเบลอให้หลังดำ การทำให้หลังดำก็เป็นการทำให้ BG หายไปได้อีกวิธีแต่ทำได้สองแบบในที่นี้จะเสนอไว้แบบเดียวก่อนครับเพราะเน้นไว้สำหรับไปถ่ายภาพบุคคล แบบนี้ทำกลับกันกับทำหลังขาว คือ หันแบบออกนอกอาคาร แล้วให้แบบโดนแสงภายนอกแต่ต้องเลือกเวลาน่ะครับถ้าทำผิดเวลาจะได้ภาพ หน้าด่างแทน 55 ดูแสงเฉียงๆ ให้นวลตา แสงไม่ต้องมาก แต่ให้ความเปรียบต่างกับ BG เยอะหน่อย สองถึงสี่ สต๊อป จะดีมาก แนะนำวัดแสงแบบเฉพาะจุดที่ตัวแบบครับห้ามวัดแบบเฉลี่ยเพราะจะทำให้กล้องคำนวนแสงหลังมาด้วย รับรองว่าจะดำกันไปข้างนึงเรย ป.ล. การทำฉากหลังให้เบลอคุณควรสนใจเรื่องความเปรียบต่างของแสงและระยะห่างของแบบกับ BG ด้วยน่ะครับ การใช้เลนส์หรืออาศัยคุณลักษณะพิเศษของเลนส์บางตัวก็ทำให้ได้ความเบลอที่แตกต่างกันไป แต่บริษัทกล้องก็ผลิตเลนส์พวกนี้ออกมาแล้วราคาก็แพงเสียด้วยสิ ครับ เช่น 200-2.0 หรือ 200-1.8 เลนส์มหาพระกาฬทั้งหลาย หรือประเภทสุดยอดสว่างเช่นพวก เอฟ 1.0 หรือ 1.2 ปัจจุบันมีคนผลิตเอฟ 0.9 ออกมาด้วย(ไม่รู้จะสว่างไปไหน) ในความมุ่งหวังของผมอยากจะให้เพื่อนนำไปใช้กับกล้องและอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้ว อย่าพึ่งไปซื้อหามาให้ลำบากกระเป๋าน่ะครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงได้ความรู้กันพอสมควร ถ้าสงสัยอะไรโพสถามกันมาได้เรยน่ะครับยินดีตอบทุกคำถาม ผมหวังว่าเพื่อนจะได้นำไปใช้พัฒนาการถ่ายภาพ และคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ บักทึกความเข้าใจ เอฟ หมายถึง รูรับแสงของเลนส์ หรือหน้ากล้องหรือ ขนาดรูของไดอะแฟรมที่ให้แสงลอดผ่าน เลนส์ซูม คือ เลนส์ที่สามารถปรับเปลี่ยนระยะทางยาวโฟกัสได้หลายระดับ เช่น 24-70 หรือ 70-200 เลนส์ที่นิยมใช้ถ่ายภาพบุคคล ได้แก่ 50 70 75 80 85 90 100 105 135 150 180 200 เอฟสต๊อปแบบ 1:1 ตามลำดับ 1.0 – 1.2 -1.4 – 2.0 – 2.8 – 4.0 – 5.6 – 8.0 – 11.0 – …Read More »